อ้วนลงพุง ก่อเกิดสารพัดโรค นะจ๊ะ

034339rg54wgvxx0krtwr0

 

อ้วนลงพุง ก่อเกิดสารพัดโรค

อยากมีสุขภาพที่ดี เริ่มต้นที่พุงของเรา ภาวะอ้วนลงพุง ก่อให้เกิดสารพัด

คนที่อ้วนลงพุงจะมีไขมันสะสมในช่องท้องปริมาณมาก

ไขมันที่สะสมนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่ตับ มีผลให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี เกิดเป็น

“ภาวะอ้วนลงพุง” โดยเอวที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 5 ซม. จะเพิ่มโอกาสเกิดโรคเบาหวานถึง 3-5 เท่า

และยังเป็นต้นเหตุของโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ

ปัจจุบันพบภาวะอ้วนลงพุงมากขึ้นเรื่อยๆ ประมาณว่าประชากรในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 35

ปี หรือ 9.3 ล้านคนมีเส้นรอบพุงเกินเกณฑ์ที่กำหนด โดยพบว่าผู้หญิงประสบภาวะอ้วนลงพุงกว่าร้อยละ 52

มากกว่าผู้ชาย ประสบภาวะอ้วนลงพุง ร้อยละ 22

และพบว่าผู้อาศัยอยู่ในเมืองประสบภาวะอ้วนลงพุงถึงร้อยละ 45 มากกว่าผู้อาศัยอยู่ในชนบท

ประสบภาวะอ้วนลงพุง ร้อยละ 34

เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะอ้วนลงพุง วิธีการวัดเส้นรอบพุง ให้อยู่ในท่ายืน เท้าทั้ง 2 ข้างห่างประมาณ

10 เซนติเมตร หาตำแหน่งขอบบนสุดของกระดูกเชิงกราน

ใช้สายวัดวัดรอบพุงโดยวัดขอบบนของกระดูกเชิงกรานทั้ง 2 ข้าง วัดในช่วงหายใจออก

โดยให้สายวัดแนบกับลำตัวไม่รัดแน่น ให้ระดับของสายวัดที่วัดรอบพุงวางอยู่ในแนวขนานกับพื้น

หากมีขนาดของเส้นรอบพุงเกิน 90 เซนติเมตร สำหรับผู้ชาย และเส้นรอบพุงเกิน 80 เซนติเมตร

สำหรับผู้หญิง แสดงว่า อยู่ในสภาวะอ้วนลงพุง

 

Large group of foods

กินอย่างไรไม่ใช้อ้วน

ในอาหาร 1 มื้อนั้น ควรมีกับข้าว 3 อย่าง จานแรกเป็นโปรตีนที่มีเนื้อสัตว์เป็นหลัก

โดยเนื้อที่เลือกมาต้องไม่ติดมัน อีกจานเป็นจานผัก เช่น ผัดผัก หรือ พริกที่มีเครื่องเคียงเป็นผักสด

ส่วนอีกเมนูบนโต๊ะ อาจเป็นอาหารรวมมิตรที่มีเนื้อสัตว์ ผัก และไขมันรวมกัน เช่น ต้มยำรวมมิตร

แกงเลียงกุ้งสด เป็นต้น อาหารทั้งหมดควรปรุงด้วยวิธีย่าง อบ ต้ม หลีกเลี่ยงการทอด เพราะมีไขมันสูง

รวมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก ปลากระป๋องในน้ำมันพืช ฯลฯ ขณะเดียวกัน

ก็ควรกินข้าวหรือธัญพืชเป็นอาหารหลัก ส่วนก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง มันฝรั่ง และแป้งชนิดอื่น ๆ

ให้หมุนเวียนสลับกันไป

ทำได้อย่างนี้รับรองน้ำหนักจะลดอย่างแน่นอน และถ้ามีการออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย

นอกจากจะหุ่นสวยแล้ว สุขภาพยังแข็งแรงขึ้นด้วย

ที่มา http://www.oomha.com/?p=1996

สมัยนี้ส่งความรักออกมาเป็นกลอน

 

 

ในปัจจุบัน มีการนิยมที่จะส่งบทกลอนต่างๆให้แก่คนที่รัก ไม่ว่าเป็นวัยรุ่นหรือแม้แต่หนุ่มสาววัยทำงาน ซึ่งกลอนก็เป็นอีก 1 วิธีแสดงออกของคววามรัก โดยปัจจุบันมีสื่อต่างๆนำไปใช้มากมายซึ่งสังคมไทยคงไม่หมดไปกับยุคสมัยแน่นอนสำหรับบทกลอน กลอนมีความนิยมจนทุกวันนี้ไม่ต้องคิดแต่งเองให้ปวดหัว เพราะมีสื่อให้เลือกมากมายไม่ว่าจะ หนังสือ หรือแม้แต่เว็บไซต์ ก็มีให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ได้เลยไม่ต้องคิดมากให้ปวดหัวแต่อย่างใด โดยส่วนมากก็มีสาวๆมากกว่าที่จะทำการส่งกลอนกัน เพราะสาวๆ เค้าชอบแนวนี้มากกว่าอยู่แล้ว จากการสำรวจพบว่ามีการนำกลอนมาใช้มากมายเลยทีเดียว ซึ่งเราก็หวังว่าอนาคตบทกลอนดีๆ จะยังคงอยู่กับเราต่อไป

บ๊ายบาย…ความอ้วนด้วย 6 เคล็ดลับง่าย ๆ

บ๊ายบาย…ความอ้วนด้วย 6 เคล็ดลับง่าย ๆ

เคล็ด (ไม่) ลับ ที่หลายๆ คนไม่รู้ ว่ามีสูตรนี้ในการลดน้ำหนักด้วย

แต่เมื่อรู้กันแล้วจะต้องจำให้ขึ้นใจแล้วนำไปปฏิบัติรับรองว่า หุ่นสวย ไม่อ้วน แถมสุขภาพดี

ไม่ต้องมานั่งเครียดกับการหาวิธีลดความอ้วน เพราะวิธีที่จะบอกต่อไปนี้ ลดอ้วนได้ไม่โยโย่

1. กินโยเกิร์ตทุกวัน เดี๋ยวนี้มีโยเกิร์ตที่ผลิตออกมาเพื่อแข่งขันกัน เพราะหลายๆ

คนหันมาดูแลสุขภาพ เพราะกินแล้วดี มีงานวิจัยออกมาว่า การกินโยเกิร์ตเป็นประจำทุกวัน

โดยให้เน้นกินรสธรรมชาติ น้ำตาลน้อย ไขมัน 0% จะช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างง่ายดาย

และถือว่าเป็นเคล็ดลับสำคัญในการรักษารูปร่าง

กินให้เป็นนิสัยสามารถช่วยลดน้ำหนักได้เกือบครึ่งกิโลกรัม ภายในเวลา 4 ปี และถ้าจะให้ได้ผลจริง ๆ

ต้องกินโยเกิร์ตขนาด 100 – 150 กรัม

2. ไม่กินมันฝรั่งทอด ได้มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์ดวาร์ดบอกว่า

เมื่อกินเข้าไปแล้วก็ไม่พ้นที่น้ำหนักตัวจะพุ่งทะยานด้วยความรวดเร็ว เพราะจัดว่าเป็นอาหารขยะ

และเป็นขนมจุบจิบ แต่หากอยากกินก็ให้หันไปกินของที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ผัก ผลไม้ต่าง ๆ

หากยังอดใจไม่ไหวก็กินเพียงถุงเดียวก็พอ ไม่งั้นต้องอยู่กับความอ้วนไปอีกนาน

3. ดื่มน้ำเต้าหู้มื้อเช้า เพราะนอกจากจะมีสุขภาพดีแล้วยังลดความอ้วนได้อีก

ซึ่งการดื่มน้ำเต้าหู้ต้องไม่หวาน หรือไม่ใส่น้ำตาล หรือหากใครไม่อยากดื่มน้ำเต้าหู้เฉยๆ

ก็อาจจะเพิ่มทอปปิ้งเป็นลูกเดือยก็ไม่ว่ากัน

4. ลดน้ำหนักด้วยแป้ง ผลการศึกษาที่ทำกันมาเป็นเวลา 6 เดือน ได้ผลลัพธ์ว่า

คนที่กินแป้งเยอะในมื้อเย็นสามารถลดน้ำหนักโดยรวมได้มากกว่ากลุ่มที่ควบคุมกินแป้งกระจายตลอดวัน

การกินให้เวลาทั้ง 3 มื้อ ช่วงแรกคือ 06.00-7.00 น. ตามด้วยเวลา 10.00-11.00 น. และสุดท้าย 16.00-17.00 น.

เป็นช่วงเวลาของระบบย่อยอาหารจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ถ้าให้ดีต้องกินอาหารช้าๆ

จะทำให้เราอิ่มเร็ว และอย่าอดข้าวมากเกินไป อย่าหักโหมลดแป้ง

จนไม่กินอะไรเลยมิฉะนั้นก็จะกลายเป็นคนขาดสารอาหารเช่นกัน

5. ส้อมใหญ่ลดน้ำหนัก นักวิจัยที่ติดตามพฤติกรรมการกินโดยใช้ส้อมสองขนาด

เพื่อควบคุมการกินและได้พบกับผลลัพธ์ที่ทำให้หลายคนแปลกใจนั่นคือ

“คนที่กินอาหารด้วยส้อมขนาดใหญ่กว่า กินน้อยกว่าคนที่ใช้ส้อมขนาดปกติ” คราวนี้อย่ามีความเชื่อที่ผิด

อีกว่า การใช้ส้อมใหญ่จะกินได้มากขึ้นล่ะ

6. กดจุด หยุดน้ำหนัก การกดจุด เป็นวิธีช่วยอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยลดน้ำหนักได้ดี การกดจุดมีอยู่ 3 จุด

โดยการทำแบบนี้ ให้ทำก่อนทานอาหาร แล้วให้กดนิ้วหัวแม่มื้อลงไปที่ริมฝีปากบนด้วยน้ำหนักปานกลาง

แล้วค้างไว้ 20 วินาที จุดที่ 2 คือกลางฝ่ามือกดตั้งแต่ปลายนิ้วกลางมาถึงข้อมือครั้งละ 3 วินาที จุดที่ 3 คือ

กระดูกใต้ไหปลาร้า ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงไปเบาๆ กดไล่ลงไปเรื่อยๆ ตามความยาวของไหปลาร้า

ค่อยๆ นวดคลึงไปเรื่อยๆ แล้วมาเปลี่ยนเป็นการเคาะหลังมือเบาๆ

สลับกันเคาะระหว่างซ้ายขวาและกรอกตาไปเรื่อยๆ ตามแขนข้างที่เคาะถ้าซ้ายก็กรอกไปทางซ้าย

ขวาก็กรอกไปทางขวา ทำประมาณ 10 ครั้ง จะช่วยลดความอยากอาหารได้